ค่า eGFR คืออะไร? ความสำคัญในการประเมินการทำงานของไต

ค่า eGFR คืออะไร

ค่า eGFR คืออะไร? ความสำคัญในการประเมินการทำงานของไต

ไตเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่สำคัญในการกรองเลือด กำจัดของเสีย รักษาสมดุลของน้ำและเกลือแร่ รวมถึงควบคุมความดันโลหิตให้คงที่ เมื่อการทำงานของไตลดลง สารพิษต่างๆ จะสะสมในร่างกาย ซึ่งส่งผลกระทบต่ออวัยวะอื่นๆ อีกมากมาย อย่างไรก็ตาม โรคไตมักลุกลามอย่างเงียบๆ และแทบไม่แสดงอาการในระยะเริ่มต้น ดังนั้น การประเมินการทำงานของไตด้วยผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ในบรรดาค่าการตรวจในปัจจุบัน ค่า eGFR (Estimated Glomerular Filtration Rate) ถือเป็นมาตรฐานที่ช่วยให้แพทย์ประเมินประสิทธิภาพการกรองของไตได้ โดยเป็นตัวชี้วัดที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในการคัดกรอง วินิจฉัย และติดตามอาการของโรคไตเรื้อรัง

บทความนี้จะช่วยให้คุณเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าค่า eGFR คืออะไร ความหมายของค่า eGFR ในแต่ละระดับ รวมถึงปัจจัยต่างๆ ที่อาจส่งผลต่อผลการตรวจ

1. ค่า eGFR คืออะไร?

eGFR ย่อมาจาก Estimated Glomerular Filtration Rate หมายถึง ค่าประมาณอัตราการกรองของหน่วยไต

ไตแต่ละข้างมีกลุ่มหลอดเลือดฝอยประมาณหนึ่งล้านหน่วย ทำหน้าที่เสมือน “”เครื่องกรอง”” ที่ช่วยกำจัดของเสีย สารพิษ และน้ำส่วนเกินออกจากเลือด อัตราการกรองของไตจะสะท้อนถึงปริมาณเลือดที่ไตสามารถกรองได้ภายในเวลาหนึ่งนาที

เนื่องจากการวัดค่า GFR โดยตรงนั้นมีขั้นตอนที่ซับซ้อน แพทย์จึงมักใช้สูตรคำนวณหาค่า eGFR แทน โดยประเมินจากปัจจัยดังต่อไปนี้: ระดับครีเอตินินในเลือด อายุ เพศ ในบางกรณีอาจมีการนำข้อมูลส่วนสูง น้ำหนัก หรือค่าระดับซิสตาติน ซี (Cystatin C) มาร่วมคำนวณด้วย

ด้วยเหตุนี้ ค่า eGFR จึงกลายเป็นดัชนีชี้วัดที่สะดวก มีความแม่นยำสูง และถูกนำมาใช้ในการตรวจประเมินการทำงานของไตในเกือบทุกกรณี

2. ทำไมค่า eGFR ถึงสำคัญ?

หลายคนมักให้ความสำคัญแค่ค่าครีเอตินีนในเลือด จนละเลยค่า eGFR ไป แต่ในความเป็นจริง ค่าครีเอตินีนอาจยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แม้ว่าการทำงานของไตจะลดลงอย่างมากแล้วก็ตาม

ในขณะที่ค่า eGFR มีประโยชน์ในการ:

  • ตรวจพบโรคไตได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น
  • ประเมินระดับความเสื่อมของการทำงานของไต
  • ติดตามการดำเนินโรคของโรคไตเรื้อรัง
  • ปรับขนาดยาให้เหมาะสม กับความสามารถในการกรองของไต
  • ช่วยพยากรณ์ความเสี่ยง ที่จะดำเนินไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้าย

ด้วยเหตุนี้ ค่า eGFR จึงได้รับการแนะนำให้เป็นตัวชี้วัดที่ขาดไม่ได้ในการประเมินสุขภาพไตในปัจจุบัน

3. วิธีอ่านผลค่า eGFR

หน่วยของค่า eGFR คือ: mL/min/1.73m²

ยิ่งค่าสูง แสดงว่าประสิทธิภาพการกรองของไตยิ่งดี

โดยทั่วไป:

ค่า eGFR

การประเมินการทำงานของไต

≥ 90

การทำงานของไตปกติ (หากไม่มีความผิดปกติของไตอื่นๆ)

60–89

การทำงานของไตลดลงเล็กน้อย

45–59

การทำงานของไตลดลงปานกลาง (ระยะ 3a)

30–44

การทำงานของไตลดลงปานกลางถึงมาก (ระยะ 3b)

15–29

การทำงานของไตลดลงมาก

<15

ไตวายระยะสุดท้าย อาจต้องฟอกเลือดหรือปลูกถ่ายไต

 

ข้อควรทราบ การวินิจฉัยโรคไตเรื้อรังไม่ได้อาศัยเพียงค่า eGFR เท่านั้น แต่ต้องพิจารณาร่วมกับการตรวจอื่นๆ เช่น อัลบูมินในปัสสาวะ, โปรตีนในปัสสาวะ, การอัลตราซาวนด์ไต และประวัติสุขภาพของผู้ป่วยด้วย

4. ระยะของโรคไตเรื้อรังประเมินตามค่า eGFR

ระยะที่ 1 (eGFR ≥ 90)

นี่คือระยะที่อัตราการกรองของไตยังทำงานได้ปกติ แต่เริ่มมีสัญญาณของความเสียหายที่ไต เช่น พบภาวะโปรตีนรั่วในปัสสาวะ, มีโปรตีนในปัสสาวะ, พบความผิดปกติจากการทำอัลตราซาวนด์ หรือมีประวัติโรคเกี่ยวกับหน่วยกรองไต

ในระยะนี้ผู้ป่วยมักจะยังไม่มีอาการแสดงใดๆ

ระยะที่ 2 (eGFR 60–89)

การทำงานของไตเริ่มลดลงเล็กน้อย

ในระยะนี้ การควบคุมความดันโลหิต การคุมระดับน้ำตาลในเลือดให้ดี และการปรับโภชนาการ จะช่วยชะลอความเสื่อมของไตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ระยะที่ 3 (eGFR 30–59)

การทำงานของไตลดลงอย่างเห็นได้ชัด

ผู้ป่วยอาจเริ่มมีอาการแสดงให้เห็น เช่น อ่อนเพลีย, ภาวะโลหิตจาง, อาการบวมเล็กน้อย, ความดันโลหิตสูง และสมดุลเกลือแร่ผิดปกติ

นี่คือระยะสำคัญที่ผู้ป่วยควรได้รับการตรวจติดตามอาการกับแพทย์เฉพาะทางอย่างสม่ำเสมอ

ระยะที่ 4 (eGFR 15–29)

การทำงานของไตลดลงอย่างรุนแรง

อาการต่างๆ จะแสดงออกชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น อาการบวมมาก, เบื่ออาหาร, คลื่นไส้, มีอาการคันตามผิวหนัง, ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง และระบบเผาผลาญผิดปกติ

ในระยะนี้ ผู้ป่วยจำเป็นต้องปรึกษาแพทย์เพื่อเตรียมวางแผนสำหรับการบำบัดทดแทนไต หากตัวโรคยังคงลุกลามต่อไป

ระยะที่ 5 (eGFR ต่ำกว่า 15)

นี่คือ ระยะไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย

ในระยะนี้ ความสามารถในการกรองของเสียของไตแทบจะสูญเสียไปโดยสมบูรณ์ และผู้ป่วยมีความจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยวิธีดังต่อไปนี้: การฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม การล้างไตทางช่องท้อง การปลูกถ่ายไต

5. ปัจจัยที่ส่งผลต่อค่า eGFR

ผลการตรวจ eGFR อาจไม่ได้สะท้อนค่าที่แม่นยำอย่างสมบูรณ์แบบเสมอไป โดยมีหลายปัจจัยที่อาจทำให้ค่านี้เปลี่ยนแปลงได้ ดังนี้:

  • อายุ: ค่า eGFR จะลดลงตามอายุซึ่งถือเป็นกลไกความเสื่อมตามธรรมชาติของร่างกาย ผู้สูงอายุอาจมีค่า eGFR ต่ำกว่าคนหนุ่มสาว โดยไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคไตเสมอไป
  • มวลกล้ามเนื้อ: ครีเอตินิน ถูกสร้างขึ้นจากกล้ามเนื้อ ผู้ที่ออกกำลังกายหนักหรือมีมวลกล้ามเนื้อมาก มักจะมีค่าครีเอตินินสูงกว่าปกติ ซึ่งส่งผลต่อผลการประเมินค่า eGFR ในทางกลับกัน ผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีภาวะทุพโภชนาการอาจมีค่าครีเอตินินต่ำผิดปกติ
  • ภาวะขาดน้ำ: เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงไตจะลดลง ทำให้ค่า eGFR ลดลงชั่วคราว แต่หลังจากได้รับน้ำอย่างเพียงพอแล้ว ค่านี้จะสามารถกลับมาเป็นปกติได้
  • ยาบางชนิด: ยาบางประเภทอาจทำให้ระดับครีเอตินินในเลือดเปลี่ยนแปลง หรือส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำงานของไต เช่น ยาแก้ปวดกลุ่ม NSAIDs, สารทึบรังสี, ยาปฏิชีวนะบางชนิด, ยาขับปัสสาวะ ฯลฯ ดังนั้น ผู้ป่วยควรแจ้งให้แพทย์ทราบถึงยาที่กำลังรับประทานอยู่ก่อนเข้ารับการตรวจ

6. วิธีดูแลและรักษาระดับค่า eGFR ให้สุขภาพดี

แม้ว่าค่า eGFR จะได้รับผลกระทบจากอายุและปัจจัยทางสรีรวิทยาบางประการ แต่คุณยังสามารถปกป้องการทำงานของไตได้ด้วยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อสุขภาพที่ดี ดังนี้:

  • ควบคุมความดันโลหิต ให้อยู่ในเกณฑ์เป้าหมายตามที่แพทย์แนะนำ
  • รักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเบาหวาน
  • ลดการทานเค็ม และหลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ ต่อความต้องการของร่างกาย หรือปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
  • ควบคุมน้ำหนักตัว ให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่เหมาะสม
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ อย่างน้อย 150 นาทีต่อสัปดาห์
  • งดสูบบุหรี่
  • จำกัดการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  • หลีกเลี่ยงการซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะยาแก้ปวด หรือยาสมุนไพรที่ไม่ทราบแหล่งที่มาแน่ชัด
  • ตรวจสุขภาพประจำปี และหมั่นตรวจเช็กการทำงานของไต หากคุณอยู่ในกลุ่มเสี่ยง

7. ค่า eGFR ที่ลดต่ำลง สามารถฟื้นฟูได้หรือไม่?

คำตอบคือ ขึ้นอยู่กับสาเหตุ ที่ทำให้ค่า eGFR ลดลง

หากค่า eGFR ลดลงจากปัจจัยต่างๆ เช่น ภาวะขาดน้ำ การติดเชื้อ ผลข้างเคียงจากการใช้ยา หรือภาวะอุดกั้นทางเดินปัสสาวะ หลังจากได้รับการรักษาที่ต้นเหตุอย่างถูกต้องแล้ว การทำงานของไตก็มีโอกาสที่จะปรับตัวดีขึ้นและฟื้นฟูความสามารถกลับมาได้

อย่างไรก็ตาม สำหรับผู้ที่เป็นโรคไตเรื้อรัง ความเสียหายที่เกิดขึ้นกับหน่วยกรองไตมักจะไม่สามารถฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติได้อย่างสมบูรณ์ ในกรณีนี้ เป้าหมายหลักของการรักษาคือการชะลอความเสื่อมของไต ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และยืดระยะเวลาออกไปให้นานที่สุดก่อนที่จะต้องเข้าสู่กระบวนการบำบัดทดแทนไต

ค่า eGFR เป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สะท้อนการทำงานของไต ช่วยให้พบโรคไตเรื้อรังได้ตั้งแต่ระยะแรก อีกทั้งยังช่วยแพทย์ติดตามอาการ ปรับแผนการรักษา และประเมินความเสี่ยงภาวะไตวายได้อย่างแม่นยำ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีประวัติโรคไต ควรเข้ารับการตรวจเช็กค่า eGFR เป็นประจำตามคำแนะนำของแพทย์ ทั้งนี้ การรับประทานอาหารที่ถูกหลักโภชนาการ ควบคู่ไปกับการมีไลฟ์สไตล์ที่ส่งเสริมสุขภาพและการหมั่นตรวจเช็กสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยปกป้องการทำงานของไต และลดความเสี่ยงที่โรคจะลุกลามไปสู่ภาวะไตวายระยะสุดท้ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

0617862236