หลายคนอาจเข้าใจว่า โรคไตวายส่งผลแค่เรื่องการกรองเลือดหรือการขับปัสสาวะ แต่ความจริงแล้ว ไตวายกระทบไปทั่วร่างกายรวมถึงดวงตาของเราด้วยครับ มีเคสผู้ป่วยไม่น้อยที่เพิ่งรู้ตัวแล้วมาหาหมอเพราะตาพร่ามัวจากโรคไต หนังตาบวม หรือสายตาแย่ลงอย่างร้ายแรง
แล้วตาของคนเป็นโรคไตมักจะมีอาการแบบไหน? สัญญาณอะไรที่บอกว่าโรคกำลังแย่ลง? มาดูรายละเอียดกันในบทความนี้ครับ
1. ทำไมไตวายถึงส่งผลกระทบต่อดวงตา?
ไตมีหน้าที่สำคัญมากในการกรองเลือด ขับของเสีย และรักษาสมดุลน้ำกับเกลือแร่ในร่างกาย พอไตเริ่มทำงานแย่ลง จะเกิดความผิดปกติขึ้นหลายประการ และดวงตาจะเป็นหนึ่งในอวัยวะที่ได้รับผลกระทบเป็นลำดับแรกๆ
1.1 ระบบเผาผลาญรวนและสารพิษสะสม
พอไตกรองเลือดได้ไม่ดี ของเสียที่ค้างอยู่ในเลือดมันจะไปทำลายเส้นเลือดฝอยเล็กๆ ที่ตา โดยเฉพาะที่จอประสาทตา ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการมองเห็น
1.2 ความดันโลหิตสูงเรื้อรัง
ความดันสูงเป็นทั้งสาเหตุและผลข้างเคียงยอดฮิตของโรคไต พอความดันสูงนานๆ มันจะไปทำลายเส้นเลือดที่จอประสาทตา ทำให้สายตาแย่ลง เลือดออกในตา หรือร้ายแรงถึงขั้นตาบอดได้เลยถ้าไม่คุมให้ดี
1.3 ภาวะโลหิตจางและระบบไหลเวียนเลือดมีปัญหา
คนเป็นโรคไตมักจะมีภาวะซีดหรือโลหิตจาง เพราะร่างกายสร้าง Erythropoietin ได้น้อยลง ทำให้ตาขาดออกซิเจน ส่งผลให้ตาอ่อนล้า ตาพร่า หน้ามืด หรือเวียนหัวง่าย
1.4 โรคแทรกซ้อนที่มาคู่กัน
เบาหวานกับโรคหัวใจ คือโรคคู่หูที่มักเจอในคนเป็นโรคไต ซึ่งเป็นตัวการหลักทำให้เกินโรคทางตา
2. อาการทางสายตาที่คนเป็นโรคไตต้องระวัง
2.1 ตาพร่ามัว มองไม่ชัด

อาการตาพร่าจากโรคไตนี่เจอบ่อยมากครับ อาการที่สังเกตได้คือ:
- มองเห็นภาพมัวๆ เหมือนมีหมอกบัง
- มองไม่ชัดตอนเช้า หรือเวลาเปลี่ยนท่าทาง
- สายตาแย่ลงเรื่อยๆ ตามเวลาที่ผ่านไป
ช่วงแรกๆ อาการพวกนี้อาจจะเป็นๆ หายๆ ทำให้เราชอบมองข้าม แต่ถ้าปล่อยไว้นาน นี่อาจจกเป็นสัญญาณเตือนจอประสาทตากำลังเสียหาย
2.2 ตาแห้ง ระคายเคือง ตาล้า
พอไตทำงานไม่ดี การสร้างน้ำตาก็ลดลง แถมเกลือแร่ในร่างกายก็ไม่สมดุล ส่งผลให้:
- ตาแห้ง แสบตา
- รู้สึกเคืองเหมือนมีทรายหรือฝุ่นเข้าตา
- ตาล้า ปวดกระบอกตาเวลาอ่านหนังสือหรือจ้องจอนานๆ
2.3 อาการหนังตาบวมและบวมรอบดวงตา
อาการหนังตาบวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบวมรอบดวงตาในช่วงเช้า เป็นสัญญาณทางคลินิกที่พบบ่อยในผู้ป่วยโรคไตวาย อันเนื่องมาจากภาวะคั่งน้ำและความผิดปกติของสมดุลของเหลวในร่างกาย ซึ่งถือเป็นอาการแสดงทางตาของโรคไตวายที่สามารถสังเกตเห็นได้ง่ายด้วยตาเปล่า
2.4 ภาวะเลือดออกในจอประสาทตาและความผิดปกติของจอตา
ในกรณีที่มีอาการรุนแรง ผู้ป่วยโรคไตวายอาจพบภาวะแทรกซ้อนดังต่อไปนี้:
- ภาวะเลือดออกในจอประสาทตา
- ภาวะขั้วประสาทตาบวม
- ความเสียหายของหลอดเลือดที่จอตา
ซึ่งความผิดปกติเหล่านี้มักมีความสัมพันธ์กับภาวะความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวานเรื้อรัง
2.5 การเปลี่ยนแปลงของสีเยื่อบุตา
- เยื่อบุตาซีด: เป็นสัญญาณบ่งชี้ของภาวะโลหิตจาง
- ตาเหลือง: เกิดขึ้นเมื่อประสิทธิภาพในการขับสารพิษของไตลดลงอย่างรุนแรง
3. โรคทางตาที่ผู้ป่วยไตวายมีความเสี่ยงสูง
3.1 โรคจอประสาทตาเสื่อมจากความดันโลหิตสูง
ภาวะความดันโลหิตสูงเรื้อรังส่งผลให้เกิดการแข็งตัวและตีบตันของหลอดเลือดที่จอประสาทตา ทำให้เลือดไปเลี้ยงดวงตาได้ลดลง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ผู้ป่วยโรคไตวายมีอาการตามัว
3.2 โรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตา
ผู้ป่วยไตวายที่มีสาเหตุจากโรคเบาหวานมีความเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดความเสียหายต่อจอประสาทตา ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ได้แก่:
- ภาวะเลือดออกภายในดวงตา
- ภาวะจอประสาทตาลอก
- การสูญเสียการมองเห็นอย่างถาวร
3.3 โรคต้อกระจกก่อนวัยอันควร
ความผิดปกติของระบบเมตาบอลิซึม การขาดสารอาหาร และกระบวนการเสื่อมสภาพของเซลล์ที่รวดเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคไตวายมีโอกาสเกิดต้อกระจกได้เร็วกว่าบุคคลทั่วไป

3.4 Glaucoma (โรคต้อหิน)
งานวิจัยบางชิ้นระบุว่าผู้ป่วยโรคไตวายมีความเสี่ยงต่อภาวะความดันลูกตาสูงมากกว่าปกติ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ป่วยที่เข้ารับการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมเป็นระยะเวลานาน
4. สัญญาณทางตาที่บ่งชี้ว่าภาวะไตวายกำลังดำเนินไปสู่ระยะรุนแรง
ผู้ป่วยควรเฝ้าระวังเป็นพิเศษหากปรากฏอาการดังต่อไปนี้:
- ความสามารถในการมองเห็นลดลงอย่างรวดเร็วในระยะเวลาสั้น
- มีอาการปวดกระบอกตา หรือมองเห็นแสงวาบ
- อาการบวมที่เปลือกตาเรื้อรังและไม่ทุเลาลง
- ภาวะเลือดออกในตาที่เป็นซ้ำบ่อยครั้ง
อาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าภาวะไตวายกำลังเข้าสู่ระยะวิกฤต ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจวินิจฉัยและรักษาโดยเร็ว
5. แนวทางปฏิบัติเพื่อการดูแลรักษาสุขภาพตาในผู้ป่วยโรคไตวาย
5.1 การควบคุมโรคประจำตัว
- ควบคุมระดับความดันโลหิตและระดับน้ำตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติอย่างสม่ำเสมอ
- ปฏิบัติตามแผนการรักษาของแพทย์อย่างเคร่งครัด

5.2 การตรวจสุขภาพตาตามระยะ
ผู้ป่วยไตวายควรเข้ารับการตรวจตาอย่างน้อยทุก 6–12 เดือน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ป่วยที่มีภาวะความดันโลหิตสูงหรือโรคเบาหวานร่วมด้วย
5.3 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต
- พักผ่อนให้เพียงพอและหลีกเลี่ยงการนอนดึก
- จำกัดระยะเวลาการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดต่อกันเป็นเวลานาน
- บริโภคน้ำตามปริมาณที่แพทย์กำหนด (ไม่ควรดื่มน้ำมากเกินปริมาณที่แนะนำ)
5.4 โภชนาการเพื่อส่งเสริมสุขภาพตา
เสริมสร้างร่างกายด้วยอาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินเอ, ลูทีน (Lutein), และโอเมก้า-3 ตามคำแนะนำทางการแพทย์ เพื่อช่วยบำรุงสายตา
ภาวะไตวายส่งผลกระทบต่อดวงตามากกว่าที่เข้าใจกันทั่วไป อาการแสดงต่างๆ เช่น อาการตามัวจากไตวาย เปลือกตาบวม หรือประสิทธิผลการมองเห็นที่ลดลง ไม่เพียงแต่ก่อให้เกิดความไม่สบายตา แต่ยังเป็นสัญญาณเตือนถึงการดำเนินของโรคที่รุนแรงขึ้น ดวงตาจึงเปรียบเสมือน “หน้าต่าง” ที่สะท้อนถึงสุขภาพของไตและสุขภาพโดยรวมของร่างกายครับ
การเฝ้าระวังสัญญาณความผิดปกติทางตาอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการรักษาโรคไตวายอย่างถูกวิธีและการตรวจสุขภาพตาตามนัดหมาย จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรักษาการมองเห็นและยกระดับคุณภาพชีวิตในระยะยาวได้ครับ

