ไตเปรียบเสมือนฮีโร่ของร่างกายที่รับบทหนักในการกรองเลือด ขับล้างสารพิษ ปรับสมดุลน้ำและเกลือแร่ รวมถึงควบคุมความดันโลหิตค่ะ อย่างไรก็ตาม ในวิถีชีวิตที่เร่งรีบของคนยุคใหม่ หลายคนกำลังเผลอทำร้ายไตในทุกๆ วัน เพียงเพราะพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เราคิดว่าไม่เป็นไร แต่ความจริงแล้ว สิ่งที่ที่น่ากังวลไปกว่านั้นคือโรคไตเสื่อมมักเป็นภัยเงียบ ที่ค่อยๆ คืบคลานเข้ามา กว่าจะรู้ตัวอีกที ประสิทธิภาพการทำงานของไตก็ลดฮวบไปจนน่าใจหายแล้วค่ะ
แล้วนิสัยแบบไหนบ้างที่เป็นทางลัดสู่โรคไต? เราจะสังเกตอาการและป้องกันได้อย่างไร? บทความนี้จะพาคุณไปทำความเข้าใจและเริ่มปกป้องสุขภาพไตตั้งแต่วันนี้ค่ะ
1. ไตวายคืออะไร? ทำไมไลฟ์สไตล์ถึงส่งผลกระทบต่อไตโดยตรง?
ภาวะไตวาย คือการที่ไตสูญเสียความสามารถในการกรองเลือดและขับของเสียออกจากร่างกายค่ะ ซึ่งแบ่งออกเป็น ไตวายเฉียบพลัน และ ไตวายเรื้อรัง โดยเฉพาะไตวายเรื้อรังถือเป็นภาวะอันตรายที่ดำเนินโรคอย่างยาวนาน และยากที่จะฟื้นฟูให้กลับมาเป็นปกติ
ลองจินตนาการดูนะคะว่า ไตต้องทำงานหนักตลอด 24 ชั่วโมงไม่มีวันหยุด เพื่อกรองเลือดหลายร้อยลิตรต่อวัน เมื่อร่างกายได้รับผลกระทบจากการกินที่ไม่ดี หรือการใช้ชีวิตที่ไม่สมดุลซ้ำๆ ไตก็จะเกิดภาวะโอเวอร์โหลด หรือทำงานหนักเกินกำลัง จนค่อยๆ เสื่อมสภาพลงตามกาลเวลา สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือ โรคไตระยะแรกมักไม่แสดงอาการ ทำให้หลายคนชะล่าใจ และพลาด “ช่วงเวลาทอง” ในการรักษาไป
2. พฤติกรรมยอดฮิตที่ทำร้ายไตโดยไม่รู้ตัว
2.1 ดื่มน้ำน้อยติดต่อกันเป็นเวลานาน
น้ำคือตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ไตขับสารพิษและรักษาการไหลเวียนของเลือดให้คงที่ เมื่อร่างกายขาดน้ำ ปัสสาวะจะมีความเข้มข้นสูง เพิ่มความเสี่ยงของการเกิดนิ่วในไต ทางเดินปัสสาวะอักเสบ และทำลายเนื้อเยื่อไต การดื่มน้ำน้อยเป็นประจำจะบีบให้ไตต้องทำงานหนักเกินกำลัง นานวันเข้าอาจทำให้ประสิทธิภาพการทำงานของไตลดลงได้
หลายคนมักรอดื่มน้ำตอนรู้สึกหิวน้ำ ซึ่งจริงๆ แล้วความรู้สึกหิวนั่นแหละ คือสัญญาณเตือนว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำแล้ว
2.2 กลั้นปัสสาวะเป็นประจำ
นิสัยกลั้นปัสสาวะพบได้บ่อยมากในกลุ่มพนักงานออฟฟิศ คนขับรถ หรือคนที่งานยุ่งรัดตัว การกักเก็บปัสสาวะไว้ในกระเพาะปัสสาวะนานๆ จะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อแบคทีเรีย เพิ่มความเสี่ยงการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ หากทำแบบนี้ซ้ำๆ เชื้อโรคอาจลุกลามย้อนกลับขึ้นไปที่ไต ทำให้กรวยไตอักเสบ ไตอักเสบ และนำไปสู่ภาวะไตวายได้ในที่สุด

2.3 ใช้ยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อ
ยาแก้ปวดหลายชนิด โดยเฉพาะกลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) มีฤทธิ์เป็นพิษต่อไตหากใช้บ่อยเกินไปหรือใช้ผิดขนาด นอกจากนี้ การซื้อยาปฏิชีวนะ, ยาสมุนไพร หรือยาหม้อทานเองโดยไม่ทราบที่มาที่ไป ก็เสี่ยงทำลายไตอย่างรุนแรงเช่นกัน
เพราะไตมีหน้าที่กรองและขับยาออกจากร่างกาย การใช้ยาเกินความจำเป็นจึงเป็นหนึ่งในสาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้ไตพัง
2.4 ติดรสเค็ม ทานโซเดียมเยอะ
การทานเค็มจะทำให้ร่างกายบวมน้ำ ความดันโลหิตสูงขึ้น และสร้างแรงดันมหาศาลต่อไต เมื่อเวลาผ่านไป หลอดเลือดฝอยในไตจะถูกทำลาย ส่งผลให้ความสามารถในการกรองเลือดลดลง
อีกอย่าง เกลือไม่ได้มีอยู่แค่ในเครื่องปรุงรส แต่ยังแฝงตัวมาอย่างแนบเนียนในอาหารแปรรูปอย่าง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ไส้กรอก และของหมักดองด้วย

2.5 ทานอาหารสำเร็จรูปและฟาสต์ฟู้ดเป็นชีวิตจิตใจ
อาหารแปรรูปอัดแน่นไปด้วยโซเดียม วัตถุกันเสีย,ฟอสฟอรัส และไขมันเลว การทานอาหารพวกนี้เป็นประจำจะบังคับให้ไตต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อขับสารส่วนเกินเหล่านี้ทิ้งไป ซึ่งจะเร่งให้ไตเสื่อมสภาพเร็วขึ้น
ยิ่งไปกว่านั้น การทานอาหารที่ขาดผักใบเขียวและกากใย ยังเพิ่มความเสี่ยงของโรคในกลุ่มเมตาบอลิก ซึ่งเป็นปัจจัยทางอ้อมที่นำไปสู่โรคไตได้อีกด้วย
2.6 ดื่มแอลกอฮอล์หนัก
เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้ร่างกายขาดน้ำ สมดุลเกลือแร่รวน และเพิ่มปริมาณสารพิษในกระแสเลือด เมื่อตับและไตต้องทำงานหนักแบบโอเวอร์โหลดเพื่อกำจัดแอลกอฮอล์ ความเสี่ยงที่ไตจะพังก็ยิ่งสูงขึ้น การดื่มต่อเนื่องเป็นเวลานานยังทำให้ความดันโลหิตสูง – ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุหลักของโรคไตวายเรื้อรังอีกด้วย
2.7 สูบบุหรี่
บุหรี่ไม่ได้ทำร้ายแค่ปอดและหัวใจ แต่ยังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อไตด้วย สารนิโคตินทำให้หลอดเลือดหดตัว เลือดไปเลี้ยงไตน้อยลง ทำให้ประสิทธิภาพการกรองของไตลดลง คนที่สูบบุหรี่จึงมีความเสี่ยงเป็นโรคไตสูงกว่าคนไม่สูบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีโรคเบาหวานหรือความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
2.8 นอนดึก พักผ่อนไม่พอเป็นประจำ
ช่วงกลางคืนคือเวลาทองที่ร่างกายจะได้ซ่อมแซมและฟื้นฟูตัวเอง การนอนดึกหรือนอนไม่พอจะทำให้ระบบฮอร์โมนรวน กระทบต่อความดันโลหิตและกระบวนการกรองเลือดของไต ในระยะยาว พฤติกรรมนี้มีส่วนทำให้การทำงานของไตอ่อนแอลง
2.9 ขยับตัวน้อย ไม่ค่อยออกกำลังกาย
ไลฟ์สไตล์แบบเนือยนิ่ง เสี่ยงต่อโรคอ้วน ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ ของโรคไตวายเรื้อรัง การออกกำลังกายเบาๆ อย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้ระบบไหลเวียนเลือดดีขึ้น และช่วยสนับสนุนให้ไตทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. สัญญาณเตือน ไตเริ่มแย่เพราะพฤติกรรมทำร้ายตัวเอง
โรคไตระยะแรกมักดูไม่ออก อย่างไรก็ตาม คุณต้องระวังตัวทันทีถ้ามีสัญญาณเหล่านี้:
- ร่างกายอ่อนเพลีย หมดแรงเรื้อรัง
- บวมตามมือ เท้า หรือใบหน้า โดยเฉพาะตอนตื่นนอน
- ปัสสาวะน้อยลง หรือต้องลุกมาปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน
- ปัสสาวะสีเข้ม มีฟอง หรือมีกลิ่นผิดปกติ
- เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือคันตามตัวโดยไม่ทราบสาเหตุ
เมื่อไหร่ที่มีอาการเหล่านี้ แนะนำให้รีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คค่าไตโดยด่วน
4. ใครบ้างที่เสี่ยงไตพังเพราะไลฟ์สไตล์?
- ชาวออฟฟิศที่นั่งนานๆ ไม่ค่อยขยับตัว
- คนที่นอนดึกเป็นประจำ หรือเครียดสะสม
- คนที่มีโรคประจำตัวอย่าง เบาหวาน หรือความดันโลหิตสูง
- ผู้สูงอายุ หรือคนที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคไต
กลุ่มเสี่ยงเหล่านี้ต้องใส่ใจเรื่องการใช้ชีวิตเป็นพิเศษ และควรตรวจสุขภาพไตอย่างสม่ำเสมอ
5. วิธีปรับพฤติกรรม เพื่อป้องกันโรคไตอย่างมีประสิทธิภาพ

เพื่อปกป้องไตให้แข็งแรง คุณควร:
- ดื่มน้ำให้เพียงพอวันละ5–2 ลิตร (ปรับตามสภาพร่างกาย)
- เลิกกลั้นปัสสาวะ ปวดปุ๊บต้องเข้าห้องน้ำปั๊บ
- ลดเค็ม ลดโซเดียม และงดอาหารแปรรูป
- ไม่ซื้อยามาทานเองพร่ำเพรื่อถ้าหมอไม่ได้สั่ง
- เลิกบุหรี่ และเพลาๆ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง
- นอนหลับให้เพียงพอ และหาเวลาออกกำลังกาย
- ตรวจเช็คสุขภาพไตเป็นประจำ โดยเฉพาะถ้ามีโรคประจำตัว
พฤติกรรมผิดๆ ที่นำไปสู่โรคไตมักแฝงอยู่ในชีวิตประจำวันที่เรามองข้ามไปค่ะ โรคไตไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่เป็นผลพวงจากการถูกทำร้ายซ้ำๆ เป็นเวลานาน การรู้ตัวเร็วและปรับเปลี่ยนไลฟ์สไตล์คือหัวใจสำคัญในการป้องกันและยืดอายุไตให้อยู่กับเราไปนานๆ
การเริ่มดูแลไตตั้งแต่วันนี้ คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาคุณภาพชีวิตที่ดีในอนาคตค่ะ

